หงส์แดงไปต่อไม่รอแล้วนะ จัดหนักปืนใหญ่ 3-1 โดดนำห่างจ่าฝูงเป็น 9 คะแนน

หงส์แดงไปต่อไม่รอแล้วนะ จัดหนักปืนใหญ่ 3-1 โดดนำห่างจ่าฝูงเป็น 9 คะแนน

ยังคงนำจ่าฝูงต่อสำหรับทัพหงส์แดง ลิเวอร์พูล หลังต้องดวลเดือดในคู่บิ๊กแมตช์ กับปืนใหญ่ อาร์เซนอล ทีมอันดับ 2 ที่ไล่ตามมาอย่างติด ๆ โดยจ่าฝูงยังคงคงความโหดไม่มีตก สามารถจัดหนักคู่แข่งไปได้ถึง 3-1 เก็บ 3 แต้มไปครอง โดดนำห่างพร้อมสถิติไร้พ่ายไร้เสมอตั้งแต่เปิดซีซั่น และไร้พ่ายตลอดการแข่งขันในถิ่นแอนฟิลด์ เกมที่ 42

โดยในเกมนี้สตาร์ประจำทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เหมาเก็บคนเดียวไปถึง 2 ลูก เปิดเกมเป็นฝ่ายของทีมเยือนที่สามารถหาโอกาสบุกขึ้นนำได้มากกว่าเจ้าบ้าน  อีกทั้งยังมีโอกาสได้ลุ้นประตูแรกหลายต่อหลายครั้ง ขณะที่สามประสานแนวรุก ก็ยังพยายามอย่างเต็มที่แต่ก็ยังไม่ได้ประตูขึ้นนำเช่นเดียวกัน จนกระทั่งเกมดำเนินมาจนถึงในนาทีที่ 41 แฟนบอลเจ้าถิ่นก็ได้เฮเสียที จากจังหวะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

ได้เปิดบอลจากลูกเตะมุมทางด้านขวา และบอลก็ลอยมาถึง โฌแอล มาติป ที่ขึ้นเบียดเหนือกว่า โซคราติส จนได้โขกบอลผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่ เข้าประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 หลังจากนั้นถัดมาเพียงไม่กี่นาทีในช่วงทดเวลาครึ่งแรก หงส์แดง ก็เกือบได้ประตูลูกที่สองตามมาอีกครั้ง จาก ซาลาห์ ที่เล่นทำจังหวะหนึ่งสองกับ มาเน่ ก่อนที่ ซาลาห์ จะได้จังหวะหลุดเข้าไป แต่ดันไม่ผ่าน มัตเตโอ เกนดูซี่ ที่ตามมาสไลด์บอลเคลียร์ออกไปเสียก่อน

ถัดมาครึ่งหลังไม่นานเพียงนาทีที่  49  ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำลูกที่  2 อีกครั้ง

ด้วยเกิดจากความผิดพลาดของ ดาวิด ลุยซ์ ที่ดันไปดึงเสื้อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในกรอบเขตโทษ และผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ จึงเป่าแจกใบเหลืองให้ ลุยซ์ พร้อมกับให้จุดโทษกับ ซาลาห์ ได้สังหารประตูซึ่งแนวรุกชาวอียิปต์ก็ไม่พลาดเป้า สามารถยิงประตู 2-0 ให้กับทีมได้สำเร็จ

ผ่านมาเพียง 10 นาทีในนาทีที่ 59 โอกาสก็เป็นของ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง จากการที่ทีมได้โอกาสสวนกลับเร็ว โดย ฟาบินโญ่ แทงบอลออกขวาส่งให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สปีดเท้าหนี ดาวิด ลุยซ์ ก่อนรีบยิงผ่านมือ เลโน่ พุ่งเสียบมุมเสาสองทิ้งห่าง 3-0 ไปอย่างสวยงาม

จากนั้นในช่วงท้ายเกมในนาทีที่ 85  ปืนใหญ่ตีไข่แตกทำประตูหงส์แดงได้สำเร็จ จากผลงานของ ลูกัส ตอร์เรยร่า ที่ได้บอลไหลจาก ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แล้วซัดด้วยแข้งขวาอย่างเต็มแรงแต่ดันออกมาไม่ดี ก่อนจะได้โอกาสซ้ำอีกครั้ง และก็ออกมาดีจนได้เมื่อบอลลอยผ่าน อาเดรียน เข้าประตู ตาม 1-3 ได้สำเร็จ แต่เวลาที่เหลือนั้นก็มีไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ อาร์เซนอล สามารถตามตีเสมอได้จึงต้องพ่ายให้แก่ลิเวอร์พูลไป 3-1ในท้ายที่สุด

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ laurensickblog.com

ลูกโทษยังทำพิษ แม้ แรชฟอร์ด ก็ไปไม่รอด ก่อนผีแดงดับคาบ้าน 1-2

ลูกโทษยังทำพิษ แม้ แรชฟอร์ด ก็ไปไม่รอด ก่อนผีแดงดับคาบ้าน 1-2

แม้ในเกมที่ผ่านมา ตลอด 2 นัดหลังเปิดฤดูกาล ทัพปีศาจแดงจะยังไม่เคยพ่ายไปซักนัด แต่พอมาถึงในนัดที่ 3 ซึ่งเป็นการเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ ก็กลับต้องแพ้คาบ้านไปอย่างน่าเสียดายถึง 1-2 นอกจากนี้ยังมีประเด็นการยิงจุดโทษ ที่นับว่าตอกย้ำแผลสด หลังจากที่ครั้งก่อนเคยพลาดไปจากฝีมือของ ปอล ป็อกบา ซึ่งพอมาในครั้งนี้ แฟน ๆ ต่างหวังว่า แรชฟอร์ด จะกลับมาแก้คืนได้ แต่ท้ายสุดก็ยังพลาดโอกาสสังหารประตูเป็นนัดที่  2 ติดต่อกันของทีมอีกจนได้

เหตุการณ์เริ่มขึ้นทันทีที่การแข่งขันเริ่มต้น เจ้าบ้านเป็นฝ่ายเดินเกมเร็ว เร่งกดดันทีมเยือนตั้งแต่ต้น แต่พอผ่านมาได้ซักระยะผู้เล่นตำแหน่งสำคัญของทีมคือ เจมส์ ตำแหน่ง ปีก และ  ลุค ชอว์ แบ็กซ้าย ของทีม ดันมีอาการบาดเจ็บแต่ก็ยังฝืนเล่นต่อ จนกระทั่งมาถึงนาทีที่ 33 แนวหลังผีแดงไม่สามารถต้านการบุกของ พาเลซ ไว้ได้ โดย  เจฟฟรีย์ ชลุปป์ ได้จังหวะโขกลูกลอยยาวมาจากแนวรับ ส่งต่อไปให้ จอร์แดน อายิว ให้สปีดเท้าหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่าน ดาบิด เด เคอา ขึ้นนำ 1-0 ไป

หลังจากนั้น ชอว์ ที่มีทีท่าว่าจะเล่นต่อไปไม่ไหวกุนซือ โซลชา จึงส่ง แอชลี่ย์ ยัง มาลงเล่นแบ็กซ้ายแทน จากนั้นทั้งสองทีมต่างก็แลกกันไปมาอย่างดุเดือด แต่ทัพปิศาจแดงก็ยังไม่ได้ประตูตีเสมอจนหมดเวลาครึ่งแรกไปก่อนในที่สุด

ถัดมาครึ่งหลังในนาทีที่  69 แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลูกจุดโทษจากความผิดพลาดของ  ลูก้า มิลิโวเยวิช ที่ดันไปเตะขา แม็คโทมิเนย์ ล้มลงไปกับพื้น และความหวังในการตีเสมอก็มาอยู่ที่ แรชฟอร์ด ซึ่งเป็นตัววางสำหรับการเตะลูกโทษของทีม แต่ทว่าในนัดที่ผ่านมาเจ้าตัวดันโดน ป็อกบา แย่งโอกาสสังหารไป คราวนี้แฟนบอลจึงเชื่อว่าถ้าเป็นเขา จะต้องไม่พลาดเหมือนนักเตะรุ่นพี่แน่นอน แต่ที่ไหนได้บอลดันลอยไปชนเสาเด้งกลับออกมา ทำเอากองเชียร์ทัพปิศาจแดงเซ็งไปตาม ๆ กัน

จากนั้นยิ่งยาวมาจนถึงในนาทีที่ 89 ทัพปีศาจแดงได้โอกาสบุกเข้ากรอบเขตโทษ และใช้ทักษะชิ่งเร็วจนแนวหลังตั้งรับไม่ทัน ก่อนบอลจะมาถึงเท้า เจมส์ ปั่นเสียบเข้าสามเหลี่ยมตีเสมอ 1-1 ไปในที่สุด

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บในนาทีที่  90+3 คริสตัน พาเลซ ได้จังหวะโต้กลับเร็วโดยการวิ่งฝ่าขึ้นหน้าของ ซาฮา ก่อนจะส่งบอลผ่านไปถึง ฟาน อาน โฮลท์ ที่อยู่ในตำแหน่งอันถูกเวลา ยิงด้วยแข้งซ้ายอย่างเต็มแรง แต่ดันไปติด เด เคอา ซึ่งดูเหมือนโชคจะเข้าข้างพวกเขาเมื่อบอลดันปลิ้นเข้าประตูไป กลายเป็นลูกขึ้นนำ 2-1 ของพาเลซ พร้อมคว้าชัยเก็บ 3 แต้มไปครองได้สำเร็จ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ laurensickblog.com